Untitled Document
     
  การตั้งถิ่นฐาน
     ชนเผ่าชอง เป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมเผ่าหนึ่ง ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่แถวอาณาบริเวณชายทะเลภาคตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศไทย ในท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรี และระยอง ในปัจจุบันนี้ ชนเผ่านี้ชอบอยู่และมีความชำนาญในป่าเขาลำเนาไพรมีภาษาพูดของตนเองเป็นชนพื้นเมืองที่นิยมใช้ลูกปัดสีต่าง ๆ และทองเหลืองเป็นเครื่องประดับ
     พระยาอนุมานราชธน ( ยง เสถียฐ โกเศศ ) ปราชญ์คนสำคัญท่านหนึ่ง เคยกล่าวว่า พวกชอง เป็นชาวป่า จัดอยู่สายตระกูลมอญ – เขมร ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่แถวระยอง - จันทบุรีเป็นเวลาช้านานมาแล้วเชื่อว่า สมัยสุโขทัยก็ได้เข้ามาอยู่แล้ว จึงมีอิทธิพลภาษาสืบต่อกันมาตราบจนทุกวันนี้
     สุนทรภู่ ครูกวีได้เคยพบสัมผัสกับพวกชองจนระบายความไว้ในนิราศเมืองแกลง อันเป็นบทกวีนิพนธ์เรื่องแรกของท่านเมื่อ ๒๐๐ ปีเศษมาแล้ว ( บางคนเชื่อกันว่าบิดาของสุนทรภู่ ก็อาจจะเป็นชาวชองอยู่เหมือนกัน “ ประวัติสุนทรภู่ ” ฉบับของพระยาปริยัติธรรมธาดา กล่าวว่า สุนทรภู่เป็นคนชาวเมืองแกลง ตำบลบ้านอยู่ที่เนินฆ้อ อันเป็นถิ่นฐานบ้านเดิมที่สำคัญแห่งหนึ่งของพวกชอง ) โดยได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า
 
     
 
  ดูหนุ่มสาวชาวบ้านรำคาญจิต ไม่น่าคิดเข้าในกลอนอักษรสนอง
  ล้วนวงศ์วานว่านเครือเป็นเชื้อชอง ไม่เหมือนน้องนึกน่าน้ำตากระเด็น
 
     
       นอกจากนี้ สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย และปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ทรงเคยพบพวกชองที่อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี
     ในหนังสือ “ ชาติวงศ์วิทยา ” ว่าด้วยชาติเผ่าต่าง ๆ ในประเทศไทย ซึ่งนายแพทย์ เอ . คาร์ และพันตรีอีริค ไช เดนฟาเดล ได้ร่วมกันเขียนไว้เมื่อ พ . ศ . ๒๔๗๓ ได้กล่าวถึงพวกชองไว้ว่า “ ปอร์ ” แต่พวกชองเรียกตัวเองว่า “ ตัมเร็จ ” หรือ “ สำแร ” ภาษาพูดคล้ายคลึงกับภาษาเขมร พวกชองในจังหวัดจันทบุรีทำไร่กระวาน ซึ่งเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงมากของจังหวัดและทำไร่ข้าวโดยวิธีเผาป่าเพื่อปลูกข้าว
     สุเรขา สุพรรณไพบูลย์ อาจารย์จากสถาบันราชภัฎรำไพพรรณี ซึ่งศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ชาวชอง ได้สรุปไว้ว่า ชาวชองเป็นชาวป่ากลุ่มหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตร – เอเซียติค ( Austro –Asiatic ) ตระกูลมอญ – เขมร ( Mon –Khmer) ชาวชองมีวัฒนธรรมเป็นของตนเองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ ภาษาชอง “ ซึ่งมีแต่ภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน และนอกจากนี้ประเพณีบางอย่างของชาวชองได้มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้ โดยไม่ถูกประเพณีของชนชาติอื่นกลืนหรือเลือนหายไป เช่น ประเพณีการแต่งงานลูกสาวคนโต ประเพณีการเล่นผีหิ้ง และประเพณีการเล่นผีโรง เป็นต้น
     ชาวชองมีถิ่นฐานดั้งเดิมอาศัยอยู่ตามป่าเขาและที่ราบที่เป็นป่า ระหว่างหุบเขาในภาคตะวันออกของประเทศ คือ ในท้องถิ่นจังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี และเลยเข้าไปในประเทศกัมพูชา สำหรับชาวชองที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ปัจจุบันนี้ ตามกฎหมายยอมรับว่าเป็นคนไทย เชื้อชาติไทย และสัญชาติไทย นับถือศาสนาพุทธ แต่ขณะเดียวกันชาวชองก็มีวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณีบางอย่างที่เป็นชองอยู่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ ได้ทรงพระราชนิพนธ์เล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพวกชองไว้ในเรื่อง “ เสด็จประพาสจันทบุรี ” เมื่อปีชวดจุลศักราช ๑๒๓๘ ( พ . ศ . ๒๔๑๙ ) มีความตอนหนึ่งว่า
     “.................. เร่วกระวานนั้นมีแถบป่าสีเซ็นต่อเขตดินแดนกับเมืองพระตะบอง มีคนชาติหนึ่งเรียกว่า “ ชอง “ อยู่ในแถบป่าสีเซ็น พูดภาษาหนึ่งตากหากแต่คล้าย ๆ กันกับเขมร ชอบลูกปัดแลทองเหมือนอย่างกระเหรี่ยงเมืองกาญจนบุรี เป็นกองส่วยเร่ว ส่วยกระวาน ขึ้นเมืองจันทบุรีกับไทยญวนบ้าง ไปเที่ยวเก็บตามเขาแลเนินที่ต่อเขตแดนแลป่าอื่น ๆ ก็มี คือป่าน้ำเขียว ป่าตะเคียนทอง และป่าไพรขาว แต่เร่วกระวานนี้พวกส่วยไปเก็บมาส่งครบจำนวนแล้วจึงได้ซื้อขายมีน้อยไม่มาก .................”
     ปัจจุบันแทบไม่มีชนเผ่าชองเหลืออยู่ในท้องที่จังหวัดระยองแล้ว ไปมีหลงเหลืออยู่ตามแถมป่าเขาในเขตจังหวัดจันทบุรี เพราะชนเผ่านี้ไม่ชอบอยู่ย่านชุมชนที่มีผู้คนอยู่กันพลุกพล่าน เมื่อบ้านเมืองเจริญพัฒนาเข้าสู่สมัยใหม่ พวกเขาก็ไม่อาจทนอยู่อีกต่อไปได้ ต้องอพยพถอยร่นบ่ายหน้าหันเข้าป่าอยู่เรื่อยไป จนแทบหมดสิ้นเผ่าที่เคยอาศัยอยู่ในถิ่นนี้มาก่อนเก่า
 
     
  ที่มาของคำว่าระยอง
     คำว่า “ ระยอง ” ไม่มีปรากฏคำอธิบายอยู่ในพจนานุกรม เช่นเดียวกันกับชื่อบ้านนามเมืองในท้องที่ต่าง ๆ ในแถบนี้ อันได้แก่คำว่า แกลง ชะเมา เพ เล ฯลฯ ล้วนไม่มีคำแปลอยู่ในภาษาไทย สันนิษฐานกันว่า น่าจะเป็นภาษาของชอง ผู้ยึดครองพื้นที่นี้มาแต่ดั้งเดิมและมีภาษาพูดเป็นของตนเองโดยเฉพาะ
     คำว่า “ ระยอง ” นี้ที่ถูกออกเสียงว่า “ ราย็อง หรือออกเสียง รา ให้ยาวหน่อย ส่วน ย็อง นั้นออกเสียงให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ ราย็อง ” ภาษาชองแปลว่า “ เขตแดน ” หมายถึง เขตแดนหรือดินแดนที่พวกชองได้ตั้งรกรากอยู่แต่ภาษาพูดดังกล่าว เมื่อกาลเวลาผ่านไปก็ได้เพี้ยนกลายมาเป็น “ ระยอง ” ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำนองเดียวกันกับชื่อบ้านนามเมืองตามท้องที่ต่างๆ ของเราแต่ก่อน ซึ่งบัดนี้ได้เพี้ยนแปรเปลี่ยนไปจากเดิม ปรากฏหลักฐานให้เล่าขานสืบกันมาจนทุกวันนี้ ก็มีมาก เช่น “ แร่นอง ” กลายเป็น “ ระนอง ” “ สามแสน ” กลายเป็ น “ สามเสน ” “ สามร้อยรอด ” ก็กลายเป็น “ สามร้อยยอด ” เป็นต้น
     อีกนัยหนึ่ง กล่าวกันว่า “ ราย็อง ” ในภาษาชองนั้นแปลงว่า “ เขตแดน ” หรือ “ ต้นประดู่ ” เนื่องจากอาณาบริเวณที่ตั้งของตัวเมืองระยองในปัจจุบันอันเป็นถิ่นฐาน ของพวกชองมาตั้งแต่ดั้งเดิมนั้น เต็มไปด้วยดงไม้ต้นประดู่ขึ้นเป็นป่าหนาแน่น ปรากฏอยู่ทั่วไปจนเป็นลักษณะของท้องที่ ด้วยเหตุนี้ ท้องที่นี้จึงได้เรียกชื่อว่า “ ราย็อง ” ครั้นต่อมา เมื่อคนไทยได้เข้ายึดพื้นที่อาณาบริเวณเดียวกันก็ตั้งชื่อตำบลย่านนี้ว่า “ ท่าประดู่ ” ที่บ่งบอกถึงความเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นประดู่อย่างชัดแจ้ง
     รวมความว่าคำว่า “ ระยอง ” น่าจะมาจากภาษาชองที่แปลว่า ดินแดน หรือ ต้นประดู่ ป่าประดู่ อันเป็นไม้พื้นเมืองที่ทำรายได้ให้แก่ชาวระยองและเมืองระยองเป็นอันมากในสมัยบรรพบุรุษของเรา
     นอกจากนี้ ยังมีคำบอกเล่าสืบต่อกันมา ทำนองตำนานของบ้านเมืองนี้ว่า ในสมัยโบราณนานมาแล้วนั้น ได้มี “ ยายยอง ” มาตั้งหลักแหล่งทำไร่ ไถนา ทำมาหากินอยู่ในถิ่นแถบนี้มาก่อน จนชื่อเสียงลือกระฉ่อนเป็นที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป จึงเรียกท้องที่บริเวณนี้กันว่า “ ไร่ยายยอง “ หรือ “ นายายยอง ” แล้วก็เพี้ยนกลายมาเป็น “ ระยอง ” ในที่สุด
     ศาสตาจารย์ชิน อยู่ดี นักโบราณคดี “ บิดาแห่งวิชาก่อนประวัติศาสตร์ไทย ” ได้เคยเขียนเรื่องที่มาของคำว่า ระยอง ไว้ในหนังสือ “ โบราณวัตถุสถานทั่วพระราชอาณาจักร ” ตามบัญชาของจอมพล ป . พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น จัดพิมพ์ขึ้นในโอกาสงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ เมื่อ พ . ศ . ๒๕๐๐ มีความสำคัญว่า
     “ เมืองนี้มีนิทานเล่ากันว่า เดิมยายยองมาตั้งทำมาหากินอยู่ก่อน จึงเรียกเมืองระยองศักดินาทหารหัวเมืองเขียนรยอง ( ไม่ประวิสรรชนีย์ )
     สรุปรวมความในตอนนี้ว่า “ ระยอง ” มาจากคำเดิมว่า “ ไร่ยายยอง ” เข้าไปบุกเบิกทำมาหากินในถิ่นนี้มาก่อนเก่าใครนั่นเอง
 
     
 
 
 

การสร้างเมือง
     จากสภาพแวดล้อมและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ทำให้เป็นที่เชื่อได้ว่าเมืองระยองนี้น่าจะได้ตั้งขึ้นแล้วในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๖ คือ เมื่อประมาณ ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว อันเป็นสมัยที่ขอมกำลังเรืองอำนาจครอบครอง ( ไทยเรียกกันหลายชื่อ เช่น นครหลวง และยโสธร ดูรายละเอียดได้จาก นิราศนครวร พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นราชธานีได้แผ่อานุภาพเข้ามาครอบครองถึงอาณาจักรทวาราวดี ( คือดินแดนส่วนใหญ่ที่เป็นภาคกลางของประเทศไทยในปัจจุบัน ) แทนที่พวกมอญ โดยขอมได้ตั้งอุปราชเข้ามาปกครองดูแลดินแดนแถบนี้อยู่ที่เมืองลพบุรี ลพบุรีจึงเป็นเมืองสำคัญ เป็นศูนย์บัญชาการสำหรับควบคุมดูแลดินแดนส่วนนี้ในสมัยนั้นในส่วนดินแดนภาคอื่น ๆ ได้แก่ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยเราในทุกวันนี้นั้น ขอมได้เข้ามาปกครองโดยตรง เช่น ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือขอมได้สร้างนครพนม เป็นเมืองหน้าด่านแรกมีเมืองพิมายเป็น เมืองอุปราช ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ขอมได้สร้างเมืองจันทบูร ( จันทบุรี ) เป็นเมืองหน้าด่านเสมือนปราการด้านตะวันออกเฉียงใต้ของนครธม ด้วยเหตุนี้ จึงได้ปรากฏโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สร้างขึ้นในสมัยลพบุรี กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่บริเวณนี้กว่า ๑๐ จังหวัด ที่เป็นอาณาจักรไทยในปัจจุบัน
     เมื่อเมืองจันทบูรเป็นเมืองหน้าด่าน เป็นเมืองสำคัญที่ขอมใช้เป็นศูนย์บัญชาการควบคุมดูแลจากการที่ได้แผ่อานุภาพเข้ามาปกครองดินแดนภาคตะวันออกของประเทศไทย เมืองระยองซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชิด มีอาณาเขตติดต่อกับจันทบูร อยู่ในเขตที่ขอมจะแผ่แสนยานุภาพ ทั้งทางปกครองและอารยธรรมที่จะนำเข้ามาสู่อาณาจักรทวาราวดีเดิม จึงเชื่อได้ว่า ระยองจะต้องเป็นเมืองหนึ่งซึ่งขอมได้สร้างขึ้นแต่ครั้งนั้น คูเมืองแนวคันดินที่น่าเป็นเชิงเทินหรือกำแพงเมืองที่ปรากฏอยู่ ซากศิลาแลง ซากโบราณวัตถุเป็นหินสลักรูปต่างๆ ที่พบ ณ บ้านดอน อำเภอเมืองระยอง และที่บ้านคลองยายล้ำ ตำบลบ้านค่าย อำเภอบ้านค่าย ทุกวันนี้พอจะเป็นหลักฐานยืนยันถึงความเป็นเมืองเก่าแก่ ถึงสมัยขอมลพบุรี มีอายุราวพันปีล่วงมาแล้วของเมืองระยองได้เป็นอย่างดี
     ระยองเริ่มมีชื่อปรากฏในอัยการตำแหน่งทหารหัวเมือง พ . ศ . ๑๙๙๘ รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ระบุเมืองระยองเป็นหัวเมืองชั้นตรี มีเจ้าเมืองตำแหน่งออกพระราชภักดีสงคราม สำหรับการปรากฏชื่อระยองในพงศาวดารเริ่มในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา ( พงศาวดารฉบับ หลวงประเสริฐอักษรนิต์ ระบุ พ . ศ . ๒๑๑๓ ฉบับพระราชหัตถเลขาของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พ . ศ . ๒๑๐๐ ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิต์ ช้ากว่า ๑๓ ปี ) โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ( ๒๔๙๕ : ๔๘-๕๑ ) ทรงอธิบายว่า
     “ ลุศักราช ๙๑๙ ปีมะเส็งนพศก เดือนยี่ ( พ . ศ . ๒๑๐๐ ) พระยาละแวกย กช้างมา รี้พลมาทางเมืองนครนายก และไพร่พลพระยาละแวกมาคราวนั้นประมาณ ๓ หมื่นคน กรมการเมืองนครนายกบอกข่าวราชการเข้ามา ณ กรุงฯ มุขมนตรีจึงเอาหนังสือบอกขึ้นบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ครั้นตรัสทราบก็ให้ท้าวพระยาหัวเมืองมุขมนตรีทั้งหลายพิพากษาว่า เมื่อพระยาละแวกยกช้างมารี้พลดังนี้ ท้าวพระยาทั้งหลายจะคิดประการใด จึงพระยาเพทราชาผู้เป็นพระยาอินทรานครบาลทูล ว่า กรุงเทพมหานคร ไซร้ พึ่งเป็นอันตราย รี้พลบอบบางยังไม่ได้สมบูรณ์ และทหารซึ่งจะขั้นประจำหน้าที่รอบพระนครนั้นเห็น มิครบหน้าที่ อนึ่ง ปืนใหญ่น้อยสำหรับพระนครนั้นสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ก็ให้เอาไปเป็นอันมาก และปืนซึ่งตั้งซ่องทั้งปวงนั้นเป็นอันน้อยนัก ทั้งกระสุนดินประสิว ก็ยังมิได้ประมูลไว้ สำหรับที่จะกันพระนคร และซึ่งจะตั้งพุ่งรบพุ่งป้องกันพระนครครั้งนี้เห็นเหลือกำลัง ขอเชิญเสด็จขึ้นไปยังเมืองพิษณุโลก ให้พ้นราชศัตรูก่อนท้าวประยาพระหัวเมืองมุขทั้งหลายก็ลงเป็นคำเดียวด้วย พระยาเพทราชา สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ตรัสบัญชาตามท้าวพระยาทั้งหลาย จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งแก่ขุนเทพอรชุน ให้แต่งเรือพระที่นั่งและเรือประเทียบทั้งปวงให้สรรพ ในขณะนั้นพระเพชรรัตน์เจ้าเมืองเพชรบูรณ์มีความผิด ( พระราชพงศาวดารกรุงสยาม จากต้นฉบับของปริติชชมิวเซียมว่า เจ้าเมืองเพชรบุรี ) ทรงพระกรุณาให้ยกออกเสียจากที่ พระเพชรรัตน์ ก็คิดเป็นกบฏและซ่องสุมชาวนอกทั้งปวงได้มากแล้ว คิดจะปล้นทัพหลวง เมื่อจะเสด็จขึ้นไปนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสถามขุนเทพอรชุน ด้วยเรือพระที่นั่งทั้งปวงแล้วตรัสถามว่า พระยาละแวกยกมาคราวนี้มิได้เป็นศึกใหญ่ ของทรงพระกรุณาเสด็จอยู่และให้รบพุ่งป้องกันพระนคร ให้รู้จักกำลังศึกก่อน ครั้นจะด่วนละพระนครเสียไซร้ พระเจ้าหงสาวดีจะตรัสติเตียนได้ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสเห็นชอบด้วยก็มีพระราชโองการตรัสสั่งขุนเทพอรชุน ให้เตรียมเรือพระที่นั่งและตรวจจัดพลสำหรับเรือพระที่นั่งไว้ให้สรรพ
     ฝ่ายพระยาละแวกก็ยกทัพมาถึงกรุงพระนครศรีอยุธยา และให้จัดตั้งทัพตำบลบ้านกระทุ่ม ขณะนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ตรัสให้เมืองนครพรหม และพลชาวหงสาวดีสามพันอยู่ประจำหน้าที่ในชื่อหน้า แล้วให้ท้าวพระยาพระหัวเมืองทั้งหลายตรวจจัดพลทหารขึ้นประจำหร้า ที่กำแพงและรายกันอยู่รอบ ๆ พระนคร พระยาละแวกยกพลขึ้นมายืนช่างในวัดสามพิหาร และพลข้าศึกรายกันมาถึงวัดโรงฆ้องและวัดกุฎีทอง แล้วเอาช้างยืนในวัดพระเมรุราชิการามประมาณสามสิบช้างพลประมาณสี่พัน พระยาละแวกให้พลทหารลงเรือห้าลำข้ามมาปล้นในมุมเจ้าสนุก สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จไปยืนพระราชยานและให้พลทหารขึ้นรบพุ่งข้าศึกก็พ่ายออกไป จึงตรัสให้ยิงปืนจ่ารงค์เอาช้างข้าศึก ซึ่งยืนอยู่ในวัดสามพิหารนั้น ต้องพระจำปาธิราชซึ่งเป็นกองหน้าตายกับคอช้าง พระยาละแวกก็ล่าทัพกลับไป จึงกวาดเอาครัวตำบลบ้านนาและเมืองนครนายกไปเมืองละแวก
     ในขณะนั้น พระยาละแวกแต่งพลมาลาดตระเวนทั้งทางบกและทางเรือหลายครั้ง และเสียชาวจันทบูร ชาวระยอง ชาวฉะเชิงเทรา ชาวนาเริ่ง ไปแก่ข้าศึกละแวกเป็นอันมาก
     จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงว่า ระยองเป็นเมืองหนึ่งที่ต้องถูกเขมรถือโอกาสเข้ามารุกรานย่ำยีในครั้งนั้น หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ ๑ เพียงปีเดียว และชาวระยองได้สูญเสียผู้คนพลเมืองญาติพี่น้องต้องตกเป็นเชลยให้เขมรกวาดต้อนเอาไปเป็นจำนวนมิใช่น้อย

 
     
 
 

میهن وید , دانلود فیلم , دانلود فیلم رایگان , دانلود فیلم با لینک مستقیم و سرعت بالا , دانلود فیلم ایرانی , دانلود تریلر فیلم , دانلود فیلم خارجی دانلود فیلم با لینک مستقیم دانلود فیلم, download film , download movies

๏ฟฝำนัก๏ฟฝาน๏ฟฝัฒ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝัง๏ฟฝ๏ฟฝัด๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝอง   

๏ฟฝูน๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝาช๏ฟฝ๏ฟฝรจัง๏ฟฝ๏ฟฝัด๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝอง ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝุข๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝิท  ๏ฟฝำบ๏ฟฝ๏ฟฝิน๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝอง๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝอง   ๏ฟฝัง๏ฟฝ๏ฟฝัด๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝอง ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ

๏ฟฝ๏ฟฝ.  ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ-๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ    ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ .  ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ-๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ 

Visitors:550057
Pageviews:571052